Search This Blog

Tuesday, September 28, 2010

เคยรักใครหรือยัง

DO YOU  lOVE SOMEONE THISMUCH?
รัก ใครได้ขนาดนี้อ๊ะเป่า ??

A girl and guy were speeding over 100 kmph on the road on a motorcycle...
ชายหญิงคู่ หนึ่งเร่งมอ ` ไซค์กว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Girl: Slow down. Im scared.
 
  ช้าๆหน่อยสิ เค้ากลัวนะ
Guy: No this is fun.
 
  ไม่เอาอ่ะ สนุกมากเลย
Girl: No its not. Please, its too scary!
 
  ไม่ตลกนะ ขอร้องล่ะ เค้ากลัวมาก จริงๆ
Guy: Then tell me you love me.
   
งั้นบอกผมก่อนสิ ว่ารักผม
Girl: Fine, I love you. Slow down!
   
ก็ได้ เค้ารักตัว ลดความเร็วลงสิ
Guy: Now give me a BIG hug.
   
แล้วก็กอดผมแน่นๆ
Girl hugs him
   
และเธอก็กอดเขา
Guy: Can you take my helmet off & put it on yourself? Its bugging me.
   
เอาหมวกกันน็อคผมไปใส่สิ ผมรำคาญน่ะ
In the paper the next day :( A motorcycle had crashed into a building because of brake failure.
 
วันต่อมา หนังสือพิมพ์ลงข่าว มอไซค์ชนตึก เนื่องจากเบรค แตก
Two people were on it, but only one had survived.
 
มีคน นั่งมอไซค์ 2 คน แต่ว่า รอดคนเดียว
The truth was that halfway down the road, the guy realized that his brakes broke, but he didn't want to let the girl know.
 
ความจริงคือ ทางสายนั้นเป็นครึ่งสายลาดลง ผู้ชายรู้ว่าเบรคเขา แตก แต่ก็ไม่อยากให้แฟนสาวรู้
Instead, he had her say she loved him & felt her hug him one last time, then had her wear his helmet so that she would live even though it meant that he would die.
 
แทน ที่จะบอกเธอ เขาให้เธอบอกรักและรู้สึกถึงอ้อมกอดเธอเป็นครั้งสุดท้าย แล้วให้ เธอ ใส่หมวกกันน็อคเพื่อเธอจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ถึงแม้เขาจะตายไปก็ ตาม
If there is anyone in life you love this much, please send this. Forward this to all your good friends on-line to show them that you care.

Sunday, August 29, 2010

โอกาสเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวี

โอกาสเสี่ยงของการรับเชื้อเอชไอวี จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับปัจจัยอะไรบ้าง


ถ้าเราจะเสี่ยงต้องมี 3 องค์ประกอบครบถ้วนคือ

a. ต้องได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี เข้าสู่ร่างกาย โดยต้องมาจากแหล่งที่มีปริมาณเชื้อมากพอที่จะทำให้ติด

ได้แก่ เลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด



b. เชื้อที่จะทำให้ติดต่อได้นอกจากเรื่องปริมาณแล้วเชื้อต้องมีคุณภาพและแข็งแรง

เช่น ในเลือด น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด มีสภาพที่พอเหมาะที่จะทำให้ เชื้อเติบโตได้แต่ถ้าไปอยู่ในน้ำลาย น้ำตา

เชื้อไวรัสจะอยู่ในสภาพที่เป็นกรด เป็นด่าง ทำให้ ไม่มีคุณภาพ เติบโตไม่ได้

หมดความสามารถที่จะทำให้ติดต่อได้



c. ต้องเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการสัมผัส ส่งต่อเชื้อได้โดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน

หรือการร่วมเพศ ซึ่งเป็นการส่งต่อเชื้อกันโดยตรงเช่นในกรณีการร่วมเพศ ถ้าฝ่ายชายมีเชื้ออยู่

เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุช่องคลอด หรือถ้าผู้หญิงมีเชื้ออยู่ เชื้ออาจจะผ่านเข้าสู่ร่างกาย

ทางเยื่อบุที่ปลายและเยื่อบุในท่อปัสสาวะของ องคชาติ



และต้องดูโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย

คนส่วนใหญ่จะกังวลกับการติดเชื้อเอชไอวี จากช่องทางที่ไมมีหรือมีโอกาสเสี่ยงน้อยมากๆ และมักจะไม่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา

เช่นการช่วยคนประสบอุบัติเหตุ การสัมผัสกับเลือดตามแต่จะสมมติกัน

แต่มักจะไม่คิดถึงช่องทางที่ทำให้ติดเอดส์จากวิถีชีวิตและพฤติกรรมทางเพศที่กระทำอยู่เป็นประจำ

ทั้งที่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี

ติดจากการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้ป้องกัน

Wednesday, August 18, 2010

บทที่ 1 สวรรค์ลิขิต หรือกรรมบันดาล

ใครบอกนะว่าไม่มีรักแท้ในหมู่เกย์...ไม่มีรักแท้ในซาวน่า
ผมคนหนึ่งล่ะครับ ที่ขอเถียง มันอาจจะไม่ใช่ในแบบที่คุณต้องการจริงๆ แต่มันก็มีจริง เพียงแต่ว่ามันคงเป็นในแบบที่เราไม่คาดฝันมาก่อนเท่านั้นเอง

ผมกับแฟนพบกันในซาวน่าแห่งหนึ่ง ถ้าจะนับวันเวลาก็ผ่านมามากกว่าสิบห้าปีแล้ว ในชีวิตคนเราจะมีสิบห้าปีได้สักกี่ครั้งกันใช่ไหมครับ คุณคงไม่หวังนะว่ามันจะมีแต่ความสุข หรือสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง ครับ...ในชีวิตจริงมันไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมเองก็เหมือนกันที่ไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่าจะเจออะไรๆ มากมายขนาดนี้

ผมพบเขาหลังจากเลิกกับแฟนคนแรกได้ประมาณสองปี แรกๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรจริงจังมากนัก แต่มารู้สึกตัวอีกทีมันก็ผ่านมาแล้วหลายปี คงเป็นเพราะนิสัยเราต่างคนต่างไม่ต้องการพึ่งคนอื่นมากเกินไป เราทั้งสองคนก็เลยไม่ได้เรียกหาให้ทุกเวลาของเราต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

แน่นอนครับ...ช่วงแรกๆ เราสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย แต่สิ่งหนึ่งที่เราสองคนยังคงสม่ำเสมอตลอดมา คือ การโทรศัพท์คุยกัน เราคุยกันได้เกือบทุกเรื่อง อย่างน้อยก็สองวันครั้ง ครับ! เกือบทุกเรื่องเท่านั้น อย่าหวังนะครับว่าจะมีใครบางคนที่เราสามารถคุยได้ทุกเรื่องแม้แต่กับคนรัก เพราะตัวเราเองบางทียังรับเรื่องของตัวเองไม่ได้เลย ต้องแกล้งๆ ทำลืมๆมันไป

ผมกับแฟนเคยจะเลิกร้างกันไปหลายครั้ง...แน่นอนไม่ใช่เรื่องอื่น ก็เรื่องความเบื่อหน่ายในกันและกัน และคนบางคนที่พยายามสอดแทรกเข้ามา หรือคนบางคนที่เราพยายามดึงเข้ามาแทรกระหว่างเราเอง แต่ไม่ว่าใครคนนั้นจะพยายามแทรกตัวเข้ามาหรือเราดึงเขาเข้ามา...มันจะแตกต่างอะไรในเมื่อเราทั้งคู่ต่างหากที่ยอมรับและเปิดใจต่างหาก

ครับ...ความสัมพันธ์ของเกย์ย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป เราไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยว เราไม่อาจเรียกว่าครอบครัวได้เต็มปากมากนัก เราเพียงแต่ยึดคำว่า "เป็นแฟนกัน" เท่านั้น มันอาจจะยั่งยืน หรือสั้นแค่ชั่วโมงเดียวก็เป็นได้ เซ็กส์นะเหรอ เกย์หลายๆ คน หาได้และเปลี่ยนคู่ได้ง่ายพอๆกับการหาซื้อกระดาษทิชชู่...ใช้แล้วทิ้ง ติดใจก็เป็นผ้าเช็ดหน้าใช้ได้หลายครั้ง ไม่จำเป็นต้องมีความรักก็มีเซ็กส์กันได้ หรือแม้แต่บางครั้งไม่จำเป็นต้องมีความชอบด้วยซ้ำ เพียงแค่ "ความอยาก" เท่านั้นก็พอ เท่านั้นจริงๆ

สิ่งหนึ่งที่ผมและเขาที่ยึดเหนี่ยวให้มาสัมพันธ์กันอย่างยาวนานได้คงเป็นเพราะเราทั้งคู่ต่างไม่เรียกร้องให้เราทั้งคู่เป็นของกันและกันทั้งหมด เพียงแต่บางส่วนของเวลาก็พอ สามารถไปไหนมาไหนด้วยกันได้ ไม่เรียกร้องจากอีกฝ่ายมากจนเกินไป แน่นอนเมื่อระยะเวลาที่รู้จักยาวนานขึ้น ความผูกพันธ์ก็มากตามไปด้วย

ถ้าถามผม สิบห้าปีที่ผ่านมาความผูกพันธ์และความทรงจำที่มีด้วยกันย่อมมากมายจนบางทีคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทมากกว่าที่จะใช้คำว่า "คนรัก"

เราสองคนเจอกันครั้งแรกเมื่อผมอายุได้ประมาณยี่สิบปลายๆ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ผมว่าไม่ เมื่อลองมองย้อนกลับไปผมว่าความคิดความอ่านของผมในตอนนั้นช่างไร้เดียงสา และเขลาเหลือเกิน

"กิ๊ก" เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง มั่นใจในตัวเอง ความรู้อยู่ในระดับที่ดีมาก เป็นที่นับหน้าถือตาในวงสังคม คงเป็นเพราะ "กรรม" นั่นแหละที่ทำให้เราได้มาเจอกันและยังสานความสัมพันธ์กันมา แต่คงไม่ใช่กรรมในชาติที่แล้ว แต่เป็นกรรม ที่เป็นการกระทำของเราต่างหาก เราต่างเที่ยวเหมือนกัน ความชอบหลายๆ อย่างเหมือนกัน มันทำให้เราได้มาเจอกันในระยะเวลาที่เหมาะสม

ช่วงแรกความสัมพันธ์ระหว่างผมกับกิ๊กก็เหมือนคนทั่วไป คือให้เวลากันและกันมากขึ้นตามระยะเวลาที่รู้จักกัน ไม่หวือหวา และเน้นเซ้กส์ เราค่อนข้างไปกันได้ด้วยดี
สองสามปีต่อมา ผมเริ่มมีปัญหาครอบครัว ต้องทุ่มเทเวลาให้กับพ่อซึ่งมาพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย ข่าวนี้ทำให้เพราะซ๊อค และเครียดมาก โชคยังดีที่บริษัทที่ทำงานอยู่เข้าใจ ให้ผมสามารถเข้างานได้สายกว่าปกติ

ผมทุ่มเวลาดูแลพ่อมากเท่าที่จะทำได้ กลางคืนไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ถ้าเขาเรียกผมจะรีบเดินเข้าไปหาทันที น่าสงสารพ่อมาก เจ็บปวดอยู่เกือบตลอดเวลา แม้แต่ยานอนหลับก็เอาไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นแวเลียม โลฮิปนอล หรือแม้แต่โดมิกุม

ช่วงนี้เองที่ทำให้ผมให้เวลากับกิ๊กน้อยลง และในช่วงเวลาเดียวกัน เขาก็ได้รู้จักกับเด็กหนุ่มที่ชื่อ เชน เขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตที่ขาดความสนุกไป ด้วยความที่เชนอายุน้อยกว่าเรามาก จึงทำให้เขาดูสดใส และสร้างรอยยิ้มให้กับกิ๊กได้มากกว่าผม

เหมือนโชคชะตาแกล้ง ขณะที่ผมกำลังร่วมรับชะตากรรมกับพ่อ ข่าวที่เขามีคนใหม่ก็เขามาถึงหูผมจนได้ วันหนึ่งที่ผมไปหาเขาที่อพาร์ทเม้นต์ ยามที่อยู่เฝ้ากลับถามผมว่า
"อ้าว! ลืมของไว้เหรอ"

ผมฟังแล้วก็งง ว่าผมไม่ได้มานานแล้ว ทำไมจึงถามผมแบบนี้ ผมจึงทำเป็นไปกดโทรศัพท์ภายในที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ขึ้นไปหาเขาบนห้อง แต่สายตากวาดไปยังสมุดจดบันทึกรายชื่อคนเข้าออกที่วางไว้ข้างๆ นั่นทำให้ผมทราบว่าคนที่เพิ่งจะกลับไปนั่นคือ "เชน"

เขาเป็นใคร คำถามวนเวียนอยู่ข้างใน ผมเดินกลับออกมาเพราะกิ๊กไม่อยู่
ผมรีบกดโทรศัพท์เข้าไปหา เสียงที่ปลายสายรับ
"จ้านเหรอ"
"กี๊กอยู่ไหนเหรอ จ๊านมาหาที่หอ อยู่ไหนอ่ะ" ผมพยายามทำเสียงให้ปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
บทสนาต่อๆไป ผมจำแทบไม่ได้ รู้แต่ว่าตัวเองเดินทางกลับบ้าน พร้อมกับคำถามว่าจะถามกิ๊กยังไงว่าคนที่ชื่อ "เชน" คือใคร และผมจะทำอย่างไรต่อไป

ในส่วนตัวผมตอนนั้น ผมเริ่มได้คิดแล้วว่า คงเป็นเพราะตัวผมเอง ผมไม่หัวเราะ ไม่ยิ้ม ไม่ไปเที่ยวไหนหต่อไหนไม่ว่ากับใคร เวลาเกือบทั้งหมดอยู่ที่งานและบ้าน ผมเริ่มร้องไห้ และก็ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะรู้ว่ากิ๊กมีคนใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่างหาก และร้องไห้ให้กับตัวเอง ผมคิดว่าผมดูแลพ่อได้ดีที่สุดแล้ว ผมไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากใครๆ พยายามทำทุกอย่างให้พ่อด้วยตัวเอง คิดได้แต่เพียงว่า "นี่คือเวลาที่ผมต้องตอบแทนคนที่รักและดูแลผมมาตลอด" ผมกันแม่ออกไป...ให้ดูแลพ่อน้อยที่สุด เพราะรู้ดีว่าแม่อ่อนแอเกินกว่าที่จะดูแลได้ ผมกลัวว่าแม่จะไม่สบายหรือเป็นอะไรไปอีกคน พยายาม...แล้วก็พยายามคิดให้ได้ว่า "ช่างเถอะ" เรื่องของกิ๊กมันไม่มีอะไร ถึงเขาจะมีคนอื่นอีก ก็ปล่อยไปเถอะ คิดถึงยังโทรหากันได้ แต่ถ้าพ่อเป็นอะไรไป จะคิดถึงยังไง "ก็คงไม่สามารถติดต่อกันได้อีก"

ผมแปลกใจตัวเองมากเหมือนกัน ผมสามารถร้องไห้ได้นานขนาดนี้เชียวเหรอ ผมเริ่มคิดถึงพี่ชายที่เสียไปก่อนหน้านี้ ตอนนั้นผมสัญญากับเขาว่า "ผมจะเป็นที่พึ่งให้กับที่บ้าน ไปดีเถอะ ไม่ต้องห่วงที่นี่" แต่ตอนนี้ผมคิดถึงเขาเหลือเกิน ผมอยากให้เขากลับมาเป็นหลักให้ผมและที่บ้าน ผมรู้ตัวดีว่าความจริงๆ แล้วผมอ่อนแอกว่าที่คิดไว้เยอะ

วันหนึ่งเมื่อกิ๊กนัดออกไปทานข้าวเย็น...ผมจึงได้โอกาสถามเรื่อง "เชน" และเขาก็รับสารภาพออกมาในที่สุด แน่นอนผมทั้งคาดคั้นและขมขู่ ผมขอเลิกกับเขา

วันนั้นผมไม่มีน้ำตาไหลมาแม้แต่หยดเดียว ใจผมมันเริ่มชา แต่กิ๊กไม่ยอม เขาต้องการเก็บเราทั้งสองคนไว้ ผมคิดอยู่ในใจว่าทำไมถึงได้มักมากขนาดนี้น่ะ

"จ๊าน...กิ๊กขอร้อง อย่าเลิกกันเลย จ๊านก็อยู่ส่วนจ๊าน เชนเขาก็อยู่ของเขาไม่ได้มายุ่งอะไรกับจ๊าน" น้ำเสียงเขาแสดงว่าต้องการอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่พูดเพียงเพื่อรักษาน้ำใจว่ายังรักผมอยู่
"ไม่...เราเลิกกันเถอะ แต่ยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ กิ๊กน่าจะดีใจที่ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง แล้วก็มีแฟนอีกคน"
"ไม่ ทำไมเราต้องมาคุยเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย ต้องระบุลงไปเลยเหรอว่าใครเป็นอะไรกับใคร"
ในใจผมคิดแต่เพียงว่า 'ทำไมคนๆนี้ถึงได้เห็นแก่ตัวขนาดนี้' กว่าที่ผมและกิ๊กจะแยกย้ายกันกลับบ้านก็ใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง และสรุปเพียงแค่ว่า 'เราค่อยมาคุยกันวันหลัง'